สมุนไพร รากสามสิบ

สาวร้อยผัว สมุนไพรที่ใกล้ถูกลืม สรรพคุณ ช่วยในการกระชับช่องคลอด ลดตกขาว ปวดประจำเดือน แลปัญหาระบบภายในช่องคลอด แก้อาการวัยทอง บำรุงน้ำนม ประจำเดือนมาไม่ปกติชลอความแก่ แก้ช่องคลอดอักเสบ บำรุงผิวพรรณ

สมุนไพร กระชายดำแท้

กระชายดำเป็นสมุนไพรในกลุ่มร้อน มีรสขม เผ็ดร้อน สรรพคุณสำหรับผู้ชาย ช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชาย กระตุ้นประสาท ทำให้กระชุ่มกระชวย บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณสำหรับ ช่วยบำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาว ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ สตรี

สมุนไพร ตรีผลา

ตรีผลา ลดน้ําหนัก ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนักและมวลไขมันออกจากร่างกาย ช่วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีอายุยืนยาว

สมุนไพร กวาวเครือขาว

ประโยชน์ของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสดใสนุ่มนวลเรียบเนียน เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและผิวกาย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทยรักษาโรคมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทยรักษาโรคมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บร็อกโคลี่ ผักดีช่วยมะเร็ง



สารพัดประโยชน์ ในบร็อคโคลี่ ผักดี ๆ ที่หาทานได้ไม่ยาก บร็อคโคลี่ ชื่อภาษาอังกฤษ Broccoli หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea var. italica จัดอยู่ในตระกูล Cruciferae ซึ่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆ ประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพ
  บร็อคโคลี่  เป็นผักที่รสชาติหวานกรอบ สามารถรับประทานสดได้ หรือจะนำมาประกอบอาหาร ก็ได้หลากหลายเมนู อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามิน C และสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง และการรับประทานบร็อคโคลี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1/2 ถ้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก
          การเลือกซื้อบร็อคโคลี่นั้น จะต้องซื้อที่มีดอกแน่น กระชับ มีสีเขียวเข้ม ก้านต้องแข็งแรงเหนียวนุ่ม ไม่ควรเลือกซื้อบร็อคโคลี่ที่มีดอกสีเหลือง มีใบเหี่ยวเฉา และมีก้านใบแข็งหรือหนาจนเกินไป

ลักษณะภายนอก
ลักษณะภายนอกของบรอกโคลี จะมีใบกว้างสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบเป็นหยัก ทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ดอกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นดูเป็นฝอย ๆ สีเขียวเข้ม ดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร โดยทั่วไปนิยมกินตรงส่วนที่เป็นดอกและลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่ในด้านคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี กลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ด้งนั้นหลังจากเก็บบรอกโคลีไว้นานพบว่าดอกกลายเป็นสีเหลือง อย่าเพิ่งทิ้ง นำส่วนของลำต้นมาทำอาหารรับประทานได้และดีกว่าด้วย บรอกโคลีมีรสหวาน กรอบ จึงเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ประโยชน์ และสรรพคุณ

บรอกโคลี มีรสชาติหวานกรอบ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยบีตา-แคโรทีน (beta-carotene) เส้นใยอาหาร วิตามิน C และสารต่าง ๆ อีกหลายชนิด บรอกโคลีประกอบไปด้วยสารเคมีทางธรรมชาติชื่อ sulforaphane และ indoles ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง เราสามารถรับประทานบรอกโคลีได้ทั้งแบบสด และนำมาประกอบ ในเมนูอาหารต่าง ๆ เช่น น้ำสลัด พิซซา พาสต้า สเต็ก บร็อกโคลีผัดกุ้ง ซุป ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะให้สารอาหาร จำพวกวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซีแคลเซียม โฟลิก ฟอสฟอรัส เหล็ก และไฟเบอร์ บรอกโคลี ยังมีสรรพคุณป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ดังนี้
3.             บำรุงสายตา
4.             ป้องกันการผิดปกติของเด็กแรกเกิด

5.             โรคอัลไซเมอร์

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา สมุนไพรรักษามะเร็ง

  
#หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา สมุนไพรรักษามะเร็ง
ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง
ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี 2527 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3 เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1 ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา
ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์


#หญ้าปักกิ่ง กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน สมุนไพรรักษามะเร็ง มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทานมะเร็งได้
ด้านสรรพคุณทางยาจากข้อมูลยืนยันด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า ในน้ำคั้นสดหญ้าปักกิ่งมีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งรุนแรงเพิ่มขึ้น ต้านการกลายพันธุ์ของยีน และยังเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย
ในการนำหญ้าปักกิ่งมาใช้ เพื่อให้ได้สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ครบ ควรใช้หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ในกรณีที่ปลูกโดยใช้การปักชำ แต่หากใช้วิธีการปลูกด้วยเมล็ดต้องใช้ หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป ก่อนนำหญ้าปักกิ่งทั้งต้นและรากมาคั้นเอาน้ำ ต้องล้างทำความสะอาดให้ปราศจากสิ่งปนเปื้อนไม่ว่าดินและสารเคมี
ปริมาณในการดื่ม ดื่มครั้งละ 50 ml วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ก่อนอาหาร ในการรับประทาน ควรรับประทานเป็นรอบ คือ รับประทาน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน แล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่
กรณีต้องการเสริมภูมิต้านทาน ไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ควรบริโภคเกิน 6-8 สัปดาห์ กรณีลดผลข้างเคียงของการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ของผู้ป่วยมะเร็ง ควรรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน กรณีป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและกันการกลับเป็นซ้ำ ควรทานติดต่อกันประมาณ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง

ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์ยาอ่อนลง เช่น ฟักแฟง แตงกวา ผักกาดขาว มะระ หน่อไม้ หัวไชเท้า และผักบุ้ง

เชิญชมสินค้าได้ที่thaiherbweb.com
line:thaiherbweb , thaiherbweb1,thaiherbweb2
086-3515214,097-3199029,080-5842717,085-9497369




วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรมะรุม พืชมหัศจรรย์...รักษาโรค


http://www.thaiherbweb.com/
ต้นมะรุม หาไม่ยากเลยในบ้านเรา แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักมะรุมกันมากนัก ซึ่งนี่ล่ะที่เป็นความพลาดอย่างแรง เพราะมะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ประโยชน์มากล้น เผลอ ๆ อาจเทียบชั้นกับซูเปอร์ฟู้ดอื่น ๆ ได้สบาย  สรรพคุณของมะรุมแทรกซึมอยู่แทบทุกส่วนของต้นมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบมะรุม ฝักมะมุม เปลือกต้น หรือรากมะรุม ทว่าใบมะรุมจะเป็นส่วนที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินบีสูงมาก รวมทั้งธาตุเหล็กก็สูงไม่แพ้กัน จนกระทั่งงานวิจัยต่างประเทศยังยกให้ใบมะรุมเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
"มะรุม" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วนทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ
          ต้นมะรุม พบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อม- ก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น
          ในตำรา ยาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้   ใน ภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด ๒ เท่า  การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ ๓ เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
  •  วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต ๓ เท่า
  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด ๗ เท่าของส้ม
  • แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน ๓ เท่าของนมสด
  • โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท ๓ เท่าของกล้วย 
  • ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
          ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุม ไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบ    อ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กิน     กับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำ  มาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
           ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสาน จังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งป่นเข้าเครื่อง "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย  ผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศีรษะ  ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
              
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก  แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับนมแม่เหมือนกับคนไทย

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฟักทองต้านมะเร็ง






ฟักทอง เป็นพืชที่มีฤทธิ์อุ่น มีรสหวาน สามารถนำมาทำได้ทั้งอาหาร เช่น แกงเลียง แกงคั่ว ผัดฟักทอง ส่วนขนม ก็ไม่น้อยหน้า สังขยาฟักทอง แกงบวชฟักทอง ประเภทใช้ซดน้ำเล่นๆ ก็ซุปฟักทองไปเลย 

การรับประทานเนื้อฟักทองสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก อันมีผลกับผิวพรรณคือ ช่วยให้ผิวพรรณยังคงเต่งตึง เซลล์ไม่เสื่อมโทรมไปตามวัย ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เป็นเกราะป้องกันที่ดีมากสำหรับการถูกทำลายด้วยมลภาวะต่างๆ
มาดูประโยชน์อื่นๆ ของฟักทองกัน

ฟักทองมีฤทธิ์อุ่น รสหวาน มีเบต้าแคโรทีนสูง จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในผู้สูงอายุ ป้องกันโรคผิวหนังบรรเทาอาการปวดเมื่อยหัวเข่าและเอว ป้องกันโรคอัมพาต

ฟักทองสามารถป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ช่วยบำรุงตับ ไต และสายตา

ฟักทองเป็นผักที่มีเส้นใยสูงให้พลังงานต่ำ ไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คาร์โบไฮเดรทในฟักทองช่วยบำบัดโรคแผลในกระเพาะและลำไส้ส่วนบน

ฟักทองช่วยกำจัดเสมหะ ช่วยให้ชุ่มปอด บรรเทาอาการหอบหืดที่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังช่วยบำรุงกำลัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปอดและม้ามอ่อนแอ

เมล็ดฟักทองมีสรรพคุณต้านการรักษาและลดโอกาสการเกิดโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เมล็ดฟักทอง มีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย นอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืดอีกด้วย โดยการใช้เมล็ดแห้งบดให้เป็นผง แล้วผสมกับน้ำตาลและนมจืด รับประทาน จากนั้นอีก 2 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำมันละหุ่งตามเพื่อกระตุ้นให้ถ่ายได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนน้ำมันสกัดจากเมล็ดฟักทองซึ่งมีรสหวาน ใช้กินบำรุงประสาทได้ นับได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่หาง่ายอีกชนิดหนึ่ง



วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์การดื่มชาขาว






ชาขาวนั้นถือวามีประโยชน์กับร่างกาย และด้วยกรรมวิธีการผลิตชาขาวที่ผ่านกระบวนการเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ชาขาวเป็นพืชสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าและคุณประโยชนมากมาย เรามาดูประโยชน์ของการดื่มชาขาว

* ช่วยให้อ่อนวัย ชะลอความแก่ และลดเลือนริ้วรอย เครื่องดื่มชาขาวมีสรรพคุณมากมาย เหมาะสำหรับผู้หญิงเป็นพิเศษ เพราะมีผลดีในการช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ช่วยลดเลือนริ้วรอย รวมทั้งลดเลือดสีผิวด่างดำให้เรียบเนียนขึ้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น

* ลดความอ้วนด้วยชาขาว เพราะชาขาวช่วยละลายไขมัน ช่วยดูดซึมไขมันในลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ และลดคลอเรสเตอรอลได้ดี

* ช่วยให้สงบผ่อนคลายความเครียด เพราะเมื่อดื่มชาขาวเข้าไปภายในร่างกาย ชาขาวจะช่วยกระต้นขบวนการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยขับไล่ความอ่อนเพลีย จึงทำให้ร่างกายสดชื่น

* อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหาร เช่น วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม และสารโพลีฟีนอล ที่มีอยู่ในใบชามีปริมาณมากกว่าชาชนิดอื่น ทำให้ชาขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาชนิดอื่นๆ

* ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ อีกทั้งเครื่องดื่มชาขาวช่วยต้านโรคมะเร็งได้ดีกว่าชาเขียว หรือเครื่องดื่มชาอื่นๆ

* ต้านโรคเบาหวาน มีสรรพคุณในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะสารในชาขาวทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าๆ

* ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ชาขาวมีสรรพคุณช่วยในการชะลอการสะสมไขมันที่หลอดเลือดแดง จึงช่วยลดความเสื่อมของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ลดลงอีกทั้งยังลดการดูดซึมคลอเลสเตอรอล และช่วยควบคุมความดันโลหิตสูง






วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้าวกล้องงอก ทางเลือกสุขภาพ







เคยมีคนมากมายได้กล่างถึงคุณประโยชน์อันคณานัปของข้าวกล้องงอกกันมามากแล้ว และยิ่งมีการศึกษาถึงสาร GABA ในข้าวกล้องงอกอีก ก็ยิ่งที่ให้ข้าวกล้องงอกเป็นพืชสมุนไพรไทยที่เป็นนิยมมากยิ่งขึ้น 

คุณประโยชน์หลักที่ได้รับจากข้าวกล้องงอก คือ ข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการทำให้งอก ซึ่งโดยปกติในตัวข้าวกล้องเองก็ประกอบด้วยสารอาหารจำนวนมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาทิ  ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี และ GABA  ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดกลูตามิก สาร GABA จะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ในระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้ GABA ยังถือเป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยังยั้ง โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น จึงช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต และยังทำหน้าที่ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น 

ดังนั้นในวงการแพทย์จึงได้นำสาร GABA มาใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยด้านสุขภาพยืนยันว่า การบริโภคข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วยสาร GABA จำนวนมากนั้น มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลด LDL ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี ตลอดจนยังช่วยโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างดี ซึ่งก็ส่งผลต่อเนื่องถึงโรคอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน 

ดังนั้น เครื่องดื่มข้าวกล้องงอก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองในด้านสุขภาพ

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินผักโขมลดโรค





ผักโขม ถือเป็นยาสมุนไพรเป็นตัวช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย หากินผักโขมแล้วก็จะแข็งแรง ซึ่งความทรงจำนี้มีมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย โดยเฉพาะป๊อปอาย กินแล้วกล้ามโตมาก ปัจจุบันผักโขมมีราคาค่อนข้างแพงในบางชนิด และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในร้านอาหารประเภทชาบู หรือที่เราเรียกกันว่า hot pot สุกี้ ก็มักจะมีผักโขมอยู่ในเมนูสุขภาพด้วย

แต่เราไม่รู้กันหรอกว่า คนโบราณเค้าใช้ผักโขมเพื่อเป็นอาหารบำรุงน้ำนม หรือแม้แต่ใช้เป็นยาช่วยดับพิษภายในและภายนอก แก้ริดสีดวงจมูก รักษาฝีแผลผุพอง รวมถึงแก้อาหารคันตามผิวหนังกันมานานแล้ว

เมื่อประโยชน์มากแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงไม่หยุดนิ่งและก็ได้ทำการศึกษาต่อจนพบว่าในผักโขมนั้นประกอบไปด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน โดย สารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน จะช่วยทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น หรือแมกนีเซียมในผักโขมก็จะช่วยควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติได้ ที่สำคัญยังพบอีกว่า ผู้หญิงที่กินผักโขมมากๆก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ได้ด้วย 

นอกจากนี้ในกลุ่มเวทีการประชุมหัวข้อเรื่อง อัลไซเมอร์ นั้น ได้มีการศึกษาต่อว่า ผักโขมรวมถึงบร็อกโคลี่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความจำเสื่อมของผู้หญิงได้ โดยพบว่าผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่ทานพวกผักดอก ผักใบเขียวพวกบร็อคโคลี่ ผักโขม และผักกาด มีทักษะในการพูด มีความตั้งใจ มากกว่าผู้ที่ไม่นิยมทานผัก

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว มื้อถัดไปก็อย่าลืม มีเมนูผักโขมอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยนะ

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คุณประโยชน์ของชาเขียว







การดื่มชาเขียววันละ 1 ถ้วย จะทำให้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าดื่มวันละ 4-5 ถ้วยจะได้คุณประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย ถือเป็นสมุนไพรไทยชั้นดีอีก 1 ประเภท

1.ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก เช่น สาร Catechins ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจ มีการศึกษาพบว่าการดื่มชาเขียววันละ 1 ถ้วย จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ประมาณ 10%

2.สารตัวสำคัญที่พบในชาเขียว อันได้แก่ วิตามินเอ ในรูปของเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี แต่สารที่ส่งผลให้ชาเขียวมีสรรพคุณต่อสุขภาพ ก็คือ สาร EGCG มีคุณสมบัติต้านเชื้อโรคและต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

3.สารคาเทซิน โพลีฟีนอล ในชาเขียวมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าวิตามินอี ถึง 20 เท่า ช่วยชะลอริ้วรอยหรือภาวะแก่ก่อนวัย ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง

4.ชาเขียว มีประสิทธิภาพในการลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL)  ยังยั้งการก่อตัวของลิ่มเลือด ลดความดันโลหิต ทำให้อัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจลดลง และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับไขมันที่ดี (HDL) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้

5.ชาเขียว ช่วยลดพิษหรือล้างพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะสารพิษจากบุหรี่ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เนื้องอก และ เซลล์มะเร็งได้

6.ชาเขียว ลดอัตราการแพร่กระจายของมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งต่อลูกหมาก มะเร็งเหล่านี้สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคเนื้อวัวมากเกินไปและไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีใยสูงเท่าที่ควร




วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หน่อไม้ฝรั่งป้องกันมะเร็ง






ควบคุมการเต้นของหัวใจ
ป้องกันโรคหลอดเลือดในสมอง
ปกป้องร่างกายจากมะเร็ง
เสริมความแข็งแรงของสเปิร์ม

คงยังไม่ลืมผักใบเขียวกันนะ แหมจะลืมได้อย่างไรกันก็ผักใบเขียวออกจะมีประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง ผักนานาประโยชน์ ก็ยังถือว่าเป็นพืชสมุนไพรไทยที่เป็นทั้งยาป้องกันโรค และนำมาทำเป็นอาหารมื้อโอชะของครอบครัวได้เลยทีเดียว

โฟเลต และ กรดโฟลิค ที่มีอยู่ในหน่อไม้ฝรั่ง มีคุณสมบัติมากมายหลายประการ อาทิ ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติต่างๆของทารกในครรภ์มารดา ได้แก่ ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ความบกพร่องแต่กำเนิดที่ผนังของลำกระดูกสันหลังปิดไม่สนิท และเยื่อหุ้มไขสันหลังโปนออกมา และยังช่วยในการเจริญเติบโตของผม ผิวหนัง เล็บ เส้นประสาท เยื่อบุ และเม็ดเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

วิตามินซี ในผักส่วนใหญ่ก็จะมีวิตามินซีเป็นพื้นฐาน ในหน่อไม้ฝรั่งเองก็เช่นกันไม่พลาดแน่ๆ วิตามินซีในหน่อไม้ฝรั่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างผนังเส้นเลือดให้เหนียวและแข็งแรงแล้ว ยังช่วยบำรุงฟันและเหงือก และช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย และที่สำคัญคุณสมบัติอีกประการที่คุณผู้ชายต้องหูผึ่งตาวาว ก็คือ หน่อไม้ฝรั่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้ชายที่กำลังวางแผนจะมีบุตร เพราะวิตามินซีในหน่อไม้ฝรั่งจะช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรง เพราะสเปิร์มที่แข็งแรงที่สุดย่อมจะชนะ แต่อย่างไรแล้วก็อย่าลืมปรึกษาภรรยาคุณด้วยนะ เพราะแค่หน่อไม้ฝรั่งอย่างเดียวคงช่วยให้คุณมีบุตรไม่ได้ง่ายๆแน่

โปตัสเซียม ตัวนี้มีสรรพคุณช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจและช่วยให้สมองสดชื่น แจ่มใส บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจึงมักจะแนะนำให้เรารับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมในปริมาณสูง เช่น กล้วย แต่ก็อย่าลืมหน่อไม้ฝรั่งด้วยเพราะก็เป็นผักที่มีโปตัสเซียมสูงเช่นกัน

เส้นใยอาหาร เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าในผักนั้นมีเส้นใยอาหารเป็นองค์ประกอบหลักอยู่แล้ว ในหน่อไม้ฝรั่งก็เช่นกัน ซึ่งก็ช่วยให้การขับถ่ายได้ดี ลดความเสี่ยงอาการท้องผูก และป้องกันมะเร็งลำไส้ได้เป็นอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

มะระขี้นก ขมเป็นยาต้านมะเร็ง




มะระขี้นก พืชสมุนไพรไทยมีลักษณะเป็นเถาเลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เมื่อแก่จัดใบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม แต่เรียบและเป็นมัน ลักษณะเป็นวงรีค่อนข้างเรียว ลูกไม่ใหญ่มาก ผิวขรุขระ สีผลอ่อนจะเป็นสีเขียว หากสุกแล้วผลจะมีสีเขียวปนเหลืองอมแดง ทางเหนือจะเรียกกันติดปากว่า “มะห่อย”


ความขมเป็นยา นี่เองที่เป็นสรรพคุณที่พืชสมุนไพรไทยชนิดนี้มีติดตัวมาแต่กำเนิด ที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องยอมรับกันในคุณสมบัติข้อนี้ คนไทยเรานิยมนำมาลวก ทำเป็นเครื่องเคียงจิ้มกับน้ำพริกนานาชนิด ทำให้อาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยแถมได้สุขภาพดีไปตาม ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่ขมนี่แหละ เพราะช่วยให้ผู้รับประทานเจริญอาหาร ความขมจะเป็นตัวช่วยขับน้ำดีออกมาในปริมาณมาก ทำให้กระเพาะอาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ไม่ทำให้ลำไส้ทำงานหนักจนเกินไป


ในใบมะระนั้น จะนิยมเก็บยอดมาลวกแกล้มกับน้ำพริก แต่สามารถนำใบแก่มาต้ม พอได้ที่ กรองเอาเฉพาะน้ำอุ่น ๆ มาดื่มได้ ซึ่งสรรพคุณนั้น เป็นยาขับเลือดเสีย ช่วยให้ประจำเดือนอยู่ในภาวะปกติ แก้ไข้หวัด ร้อนใน บำรุงธาตุ บำรุงอวัยวะภายใน ช่วยให้เจริญอาหาร ขับน้ำดี และถ่ายพยาธิได้ด้วย ส่วนผลมะระ ก็จะนิยมนำมาแกล้มน้ำพริก ด้วยเช่นกันทางภาคเหนือจะนำไปใส่แกงต่าง ๆ ด้วย เช่นแกงแค นับได้ว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์ของพืชสมุนไพรไทยอย่างแท้จริง ผลมะระมีสรรคุณเหมือนใบมะระ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือสามารต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี รากมะระนั้น ก็ยังสามารถนำรากฝอยมาทุบ ต้มน้ำ กรองเฉพาะน้ำมาดื่มแก้ร้อนใน แก้ริดสีดวง ขับถ่ายเป็นมูกเลือดได้อีกด้วย

พริกไทย ราชาแห่งเครื่องเทศ




มีงานวิจัยพบว่า “สารฟีนอลิกส์” ในพืชสมุนไพรไทย ของพริกไทยนี้ มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ซึ่งเป็นที่รู้ดีกันอย่างกว้างขวางว่า เป็นสารต่อต้านมะเร็งได้นั่นเอง ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งเครื่องเทศ” กันเลยทีเดียว


ว่ากันด้วยพืชสมุนไพรไทย ที่ชื่อว่า “พริกไทย” ซึ่งมีลักษณะผลที่เป็นพวงมีเม็ดขนาดเล็กเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก นิยมนำไปใช้ทำเป็นเครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร ทั้งยังมีรสชาติเผ็ดร้อน ซึ่งบางคนก็ชอบ บางคนถึงขนาดได้กลิ่นแล้วฉุนกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามพืชสมุนไพรไทย เจ้าพริกไทยนี้มากมายไปด้วยสรรพคุณในการรักษา และบรรเทาโรคต่าง ๆ ได้อยู่ไม่น้อย นอกจากจะมีสารต่อต้านมะเร็งแล้ว ยังมีแคลเซียมและสารเบต้าแคโรทีนสูงอยู่อีกด้วย ในพริกไทยยังมีน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณในการดับกลิ่นคาวในอาหารได้ บรรเทาอาการนอนไม่หลับ แก้ปวดหัว ปวดตามข้อ และแก้ท้องเสียได้ด้วยเช่นกัน


นอกจากนั้นแล้ว พริกไทยยังมีฤทธิ์ในการขับลมในกระเพาะอาหาร แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะลำใส้ เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลที่ได้คือจะช่วยให้กระเพาะอาหารทำการย่อยอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำลาย และน้ำย่อยให้ขับออกมาช่วยย่อยอาหารได้ง่ายขึ้นอีกทาง ทำให้กระเพาของเรานั้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของความสวยความงามนั้น สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ ด้วยในพริกไทยนั้นมีวิตามินซีสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ร่างกายควรได้รับ เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันในร่ายกาย ด้วยฤทธิ์ความร้อนของพืชสมุนไพรนี้เอง จึงทำให้พริกไทยสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วยเช่นกัน สำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่รักในหุ่นสวย พร้อมสุขภาพดี ไม่ควรพลาด