สมุนไพร รากสามสิบ

สาวร้อยผัว สมุนไพรที่ใกล้ถูกลืม สรรพคุณ ช่วยในการกระชับช่องคลอด ลดตกขาว ปวดประจำเดือน แลปัญหาระบบภายในช่องคลอด แก้อาการวัยทอง บำรุงน้ำนม ประจำเดือนมาไม่ปกติชลอความแก่ แก้ช่องคลอดอักเสบ บำรุงผิวพรรณ

สมุนไพร กระชายดำแท้

กระชายดำเป็นสมุนไพรในกลุ่มร้อน มีรสขม เผ็ดร้อน สรรพคุณสำหรับผู้ชาย ช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชาย กระตุ้นประสาท ทำให้กระชุ่มกระชวย บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณสำหรับ ช่วยบำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาว ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ สตรี

สมุนไพร ตรีผลา

ตรีผลา ลดน้ําหนัก ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนักและมวลไขมันออกจากร่างกาย ช่วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีอายุยืนยาว

สมุนไพร กวาวเครือขาว

ประโยชน์ของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสดใสนุ่มนวลเรียบเนียน เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและผิวกาย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรรพคุณสมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรรพคุณสมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ชาหญ้าดอกขาว จิบบ่อยๆเลิกบุหรี่ อดข้าว



ชาหญ้าดอกขาว จิบบ่อยๆเลิกบุหรี่ อดข้าว

 ชื่อ ของ "หญ้าดอกขาว" เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีสรรพคุณช่วยลดความอยากบุหรี่ หลังจากถูกบรรจุเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ซึ่งนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่ช่วยให้คนติดบุหรี่เลิกบุหรี่ได้แล้วนั้น ก็ยังมีสรรพคุณอีกมากมายที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเรา...

       ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vernonia cinerea (L) Less.ชื่อวงศ์ : COMPOSITAE ชื่ออื่น ๆ : ก้านธูป หญ้าหมอน้อย เสือสามขา หญ้าสามวัน ผ้ำสามวัน
          ลักษณะทั่วไป : ไม้ล้มลุก ใบเดี่ยว เรียงเวียน ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง สีม่วง ผลแห้ง
          การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ด

หญ้าดอกขาว จัดเป็นวัชพืชชั้นดี ที่มีไว้ก็เหมือนมีหมออยู่ข้างกาย ดังชื่อที่ว่าหมอน้อย น่าจะหมายถึงสรรพคุณที่สามารถรักษาได้สารพัดของเจ้าหญ้าดอกขาวนี้นั่นเอง จากคำบอกเล่าของหมอยาพื้นบ้าน คุณตาส่วน สีมะพริก ท่านว่า หญ้าหมอน้อย นี้ดีเป็นยาแก้ไข้ที่ใกล้มือที่สุด ใช้ได้ตั้งแต่ ไข้ทับระดู ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย นอกจากนั้น ยังเป็นยาล้างปอดที่ดีจึงใช้ได้ในอาการ ไอ เจ็บคอ หอบ และสามารถใช้รักษาอาการปวดได้ ทั้งปวดท้อง โรคกระเพาะ ปวดเมื่อย ปวดข้อ

          ที่ สำคัญคือ ตายืนยันว่า โรคเลือดสูง (ความดันโลหิตสูง) เยี่ยวขัด คนเป็นเบาหวาน ให้ตากหมอน้อยไว้กินประจำได้เลย ตาส่วนยังบอกว่า หมอน้อยเป็นยารักษาแผลกลาย ผ้ำ (การติดเชื้อมีหนองในเนื้อเยื่อลึก ๆ คล้ายฝีแต่ไม่ใช่ฝี) ฝีหนอง งูสวัด ที่ดีตัวหนึ่งด้วย

          นอกจากมีสรรพคุณที่สร้างความอุ่นใจเมื่อมีไว้ใกล้ ๆ แล้ว เมื่อนำหมอน้อยมาต้มกินก็พบว่า เป็นยาต้มที่มีรสชาติดีทีเดียว ดีกว่าสมุนไพรอีกหลายตัว ครั้นมีโอกาสพบปะกับหมอยาหลายท่านมากขึ้น ก็ยิ่งได้รับการยืนยันว่า หญ้าหมอน้อยเป็นยาวิเศษใกล้ตัวจริง ๆ และหมอยาพื้นบ้านในที่ต่าง ๆ จะใช้ในสรรพคุณเหมือนกับที่ตาส่วนบอก แต่อาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ม่านพระอินทร์ ผ้ำสามวัน ยาไม่ต้องย่าง เป็นต้น

          จากความรู้พื้นบ้านมีการพัฒนาต่อมากระทั่งปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ฤทธิ์ของสมุนไพร พบสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ขับปัสสาวะ ป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ลดไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านการเกิดแผล ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ เป็นต้น การศึกษาทางแผนปัจจุบันนี้ได้ยืนยันความเป็นหมอน้อยของหญ้าดอกขาวต้นนี้ได้เป็นอย่างดี

หญ้าดอกขาว ยาไม่ต้องย่าง

          ในวัฒนธรรมอีสาน ใครตกต้นไม้ ควายชน รถชน จะต้องนำตัวไปย่างไฟ โดยใช้สมุนไพรและวิธีการย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อให้เลือดกระจายตัว มิเช่นนั้นจะมีเลือดคั่งค้าง ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตามมา แต่ยายผาด ชิดทิด หมอยาเมืองเลย บอกว่ามีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "ยาไม่ต้องย่าง" ซึ่งเมื่อต้มกินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องย่าง เมื่อได้ยินชื่อยาตัวนี้ครั้งแรก ต้องทวนกับแม่หมอถึง 2-3 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามียาชื่อนี้จริง ๆ พอยายผาดไปชี้ต้นให้ดู ก็พบว่าเป็นหญ้าดอกขาวนั่นเอง ซึ่งงานศึกษาวิจัยก็พบว่า หญ้าดอกขาวมีฤทธิ์ลดการอักเสบเป็นสรรพคุณเด่นอย่างหนึ่ง


ยาอดบุหรี่ชาวบ้าน โรงพยาบาลสานต่อ 

          ประสบการณ์ชาวบ้านยังใช้หญ้าดอกขาวแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบอีก 

          ในปี 2531 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) ได้นำประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวนี้มาเผยแพร่ จนได้รับความสนใจอย่างมาก ต่อมาในปี 2537 โครงการสมุนไพรฯ ได้หาทุนสนับสนุนการวิจัยของ ภกญ.ฉวีวรรณ ม่วงน้อย (ดวงจร) หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวกับยาหลอกในการลดการสูบ บุหรี่ พบว่า หญ้าดอกขาวสามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้มากกว่ากลุ่มควบคุม รายงานนี้ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ครั้งแรกของโลกเกี่ยวกับการใช้หญ้าดอก ขาวเพื่อลดความอยากบุหรี่

          ต่อมาในปี 2547 มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดหญ้าดอกขาวใส่ในก้นกรองบุหรี่เพื่อลดความอยากสูบบุหรี่ จึงน่าดีใจที่คนไทยมีโอกาสช่วยชาวโลกในการเลิกบุหรี่

          ใน ประเทศไทย ได้มีการศึกษานำร่องการใช้ประโยชน์จากหมอน้อยในการนำมาช่วยเลิกบุหรี่ (smoking cassation) โดยทีมวิจัย รศ.ดร.ภก.ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ ในกลุ่มคนที่ติดบุหรี่ที่สถาบันธัญญารักษ์ จังหวัดปทุมธานี ภายใต้การสนับสนุนจากเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อการควบคุมการบริโภคยา สูบ และ สสส. พบว่าสามารถช่วยลดจำนวนคนสูบบุหรี่ได้ดี และพบว่าสมุนไพรหญ้าดอกขาวในรูปแบบการนำไปเคี่ยว ใช้ในลักษณะอมแล้วดื่มก่อนการสูบบุหรี่ทุกครั้ง มีฤทธิ์ที่เด่นชัดคือ หลังการอมแล้วจะทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไปทันทีหลังการใช้ครั้งแรกและ ครั้งต่อ ๆ ไป ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่ในที่สุด และลดจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อวันได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะสูบหนักหรือเบามาก่อนก็ตาม

          จากงานวิจัยพบว่า หาก ใช้ติดต่อกันนาน 2 เดือน สามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง ร้อยละ 60 และหากใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย จะสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้ถึงร้อยละ 62 และที่สำคัญช่วยทำให้คนเลิกบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 60-70 หากใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

          ผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาวในรูปแบบเคี่ยว นอกเหนือจากจะทำให้เลิกบุหรี่แล้ว ยังมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญมีผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ เช่น กระวนกระวาย สมาธิแปรปรวน หรือหงุดหงิดน้อยมาก

สารออกฤทธิ์ในหญ้าดอกขาว

          ด้านสารออกฤทธิ์ พบว่าในแต่ละส่วนของหญ้าดอกขาวมีสาระสำคัญที่แตกต่างกัน โดยที่โดดเด่นคือ ใบ จะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวม (total antixidant capacity) ที่สูงที่สุด โดยมีสารประเภท ฟีนอลิก (total phenolics) และสารกลุ่มคาเทชิน (catechin) ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ไอโซฟลาโวน (isoflavone)

          นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่อาจเป็นคำตอบของสมุนไพรหญ้าดอกขาวในการช่วยเลิกบุหรี่คือ ในสารสกัดหยาบจากใบและดอกที่ได้จากการเคี่ยวมีสาระสำคัญคือ นิโคติน (nicotine) ในปริมาณต่ำ
          ดัง นั้น กลุ่มคนที่สูบบุหรี่ที่ค่อย ๆ เลิกบุหรี่ได้โดยไม่มีอาการข้างเคียงนั้น อาจเป็นผลมาจากมีการทดแทนของสารนิโคตินในกระแสเลือดไม่ให้ขาดหายไปทันที แต่อย่างไรก็ตามการเลิกบุหรี่ที่ดีที่สุด นอกจากการใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาว แล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันไปออกกำลังกาย ร่วมกับความตั้งใจเพื่อตนเองหรือบุคคลที่คุณรักจะช่วยเสริมทำให้เลิกบุหรี่ ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

          สำหรับการศึกษาความปลอดภัยพบว่า หญ้าดอกขาวเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง หลายแห่งได้มีการพัฒนาหญ้าดอกขาวในรูปแบบชาชงให้สามารถใช้ประโยชน์กันได้ ง่ายขึ้น

    ปัจจุบัน ชาหญ้าดอกขาวถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ในส่วนยาพัฒนาจากสมุนไพร สำหรับลดความอยากบุหรี่ ใน รูปแบบชง (รพ.) กินครั้งละ 2 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิลิตร หลังอาหาร วันละ 3-4 ครั้ง ในบางรายจะมีอาการ ปากแห้ง คอแห้ง และควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคไตเนื่องจากยาหญ้าดอกขาวมีโพแทสเซียมสูง
ล่าสุด นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้กล่าวถึงแนวทางการนำสมุนไพรหญ้าดอกขาวมาใช้เพื่อการอดบุหรี่ว่า หลังจากที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งด้านกฎหมายและด้านสังคม มีวิธีการหลากหลายที่จะช่วยให้ผู้ต้องการอดบุหรี่ได้ใช้กัน หนึ่งในหลายวิธีนั้นคือ การนำสมุนไพรหญ้าดอกขาวมาผลิตเป็นชาสมุนไพรชงดื่ม เพื่อลดอาการอยากบุหรี่ของคนที่ติดบุหรี่






วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา สมุนไพรรักษามะเร็ง

  
#หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา สมุนไพรรักษามะเร็ง
ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง
ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี 2527 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3 เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1 ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา
ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์


#หญ้าปักกิ่ง กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน สมุนไพรรักษามะเร็ง มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทานมะเร็งได้
ด้านสรรพคุณทางยาจากข้อมูลยืนยันด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า ในน้ำคั้นสดหญ้าปักกิ่งมีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งรุนแรงเพิ่มขึ้น ต้านการกลายพันธุ์ของยีน และยังเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย
ในการนำหญ้าปักกิ่งมาใช้ เพื่อให้ได้สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ครบ ควรใช้หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ในกรณีที่ปลูกโดยใช้การปักชำ แต่หากใช้วิธีการปลูกด้วยเมล็ดต้องใช้ หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป ก่อนนำหญ้าปักกิ่งทั้งต้นและรากมาคั้นเอาน้ำ ต้องล้างทำความสะอาดให้ปราศจากสิ่งปนเปื้อนไม่ว่าดินและสารเคมี
ปริมาณในการดื่ม ดื่มครั้งละ 50 ml วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ก่อนอาหาร ในการรับประทาน ควรรับประทานเป็นรอบ คือ รับประทาน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน แล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่
กรณีต้องการเสริมภูมิต้านทาน ไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ควรบริโภคเกิน 6-8 สัปดาห์ กรณีลดผลข้างเคียงของการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ของผู้ป่วยมะเร็ง ควรรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน กรณีป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและกันการกลับเป็นซ้ำ ควรทานติดต่อกันประมาณ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง

ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์ยาอ่อนลง เช่น ฟักแฟง แตงกวา ผักกาดขาว มะระ หน่อไม้ หัวไชเท้า และผักบุ้ง

เชิญชมสินค้าได้ที่thaiherbweb.com
line:thaiherbweb , thaiherbweb1,thaiherbweb2
086-3515214,097-3199029,080-5842717,085-9497369




วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พริก กับระบบย่อยอาหาร

 พริก

พริก เครื่องเทศในครัวเรือน
       "เครื่องเทศ" จัดเป็นของคู่ครัวไทยมาแต่โบราณ ด้วยเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนและกลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเทศแต่ละชนิดนั้นช่วยส่งเสริมให้รสชาติของอาหารดียิ่งขึ้นเมนูอาหารไทยแต่ละจานนั้นก็มีการนำเอาเครื่องเทศมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ จึงทำให้อาหารไทยนั้นเลื่องชื่อในเรื่องของรสชาติ กลิ่น และสีสันเครื่องเทศในบ้านเรานั้นมีมากมาย แต่หนึ่งในนั้นมีอยู่ประเภทหนึ่งที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนและเป็นเครื่องปรุงที่ขาดในครัวไทยไม่ได้เลยก็คือ "พริก" นั่นเอง
          พริก(chilli) จัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักสมุนไพร มีลักษณะ และรสชาติแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ พริกจะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกหยวก พริกไทย พริกชี้ฟ้า และพริกหวาน เป็นต้น โดย พริก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศและเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง มีการเพาะปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก เพราะพริกนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติ อีกทั่งยังมีประโยชน์และสรรพคุรหลายอย่างที่ดีต่อสุขภาพ วิตามินและแร่ธาตุ ที่ประกอบอยู่ในพริกนั้นก็มีอยู่อย่างมากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แมกนีเซี่ยม ใยอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซีนั้นมีอยู่ในปริมาณที่สูถึง 144 มิลลิกรัมต่อพริก 100 กรัม จึงมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงและบรรเทาอาการไข้หวัด
          ความเผ็ดของพริกนั้นมาจากสารแคปไซซิน (capsicin) ซึ่งสารแคปไซซิน นั้นก็ไม่ได้ให้แต่่เพียงความเผ็ดอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเพราะมีส่วนช่วยในการลดการอุดตันในเส้นเลือดและช่วยสลายลิ่มเลือด อีกทั้งยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น เพราะช่วยขับเสมหะ แถมยังช่วยให้รู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี และบรรเทาอาการเจ็บปวด นอกเหนือจากนั้นแล้วการทานพริกยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานได้อีก
          พริกไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศที่ช่วยแต่งเติมรสชาติให้อาหารแต่เพียงเท่านั้นเพราะพริกนั้นมีสรรพคุณทางยาด้วยอย่างพริกขี้หนูนั้นจะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคบิด อาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยลดน้ำมูก สลายเสมหะ และชวยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ส่วนพริกหวานนั้นมี เบตาแคโรทีนประกอบอยู่ในปริมาณสูงจึงช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมแห่งวัยและที่สำคัญยังลดอัตราเสี่ยงจากมะเร็งและสุดท้าย พริกไทยมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เพราะช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
           แม้ว่าพริกจะมีประโยชน์อย่างมากมายแต่พริกมีรสชาติเผ็ดร้อนด้วย ฉะนั้นจึงควรนำไปใช้ประโยชน์อย่างมากมายแต่เพียงพอดี เพราะการทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านจนเกินไปไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระเพาะเพราะการทานเผ็ดจะก่อให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการแสบท้อง








วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรมะรุม พืชมหัศจรรย์...รักษาโรค


http://www.thaiherbweb.com/
ต้นมะรุม หาไม่ยากเลยในบ้านเรา แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักมะรุมกันมากนัก ซึ่งนี่ล่ะที่เป็นความพลาดอย่างแรง เพราะมะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ประโยชน์มากล้น เผลอ ๆ อาจเทียบชั้นกับซูเปอร์ฟู้ดอื่น ๆ ได้สบาย  สรรพคุณของมะรุมแทรกซึมอยู่แทบทุกส่วนของต้นมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบมะรุม ฝักมะมุม เปลือกต้น หรือรากมะรุม ทว่าใบมะรุมจะเป็นส่วนที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินบีสูงมาก รวมทั้งธาตุเหล็กก็สูงไม่แพ้กัน จนกระทั่งงานวิจัยต่างประเทศยังยกให้ใบมะรุมเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
"มะรุม" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วนทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ
          ต้นมะรุม พบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อม- ก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น
          ในตำรา ยาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้   ใน ภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด ๒ เท่า  การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ ๓ เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
  •  วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต ๓ เท่า
  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด ๗ เท่าของส้ม
  • แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน ๓ เท่าของนมสด
  • โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท ๓ เท่าของกล้วย 
  • ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
          ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุม ไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบ    อ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กิน     กับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำ  มาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
           ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสาน จังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งป่นเข้าเครื่อง "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย  ผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศีรษะ  ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
              
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก  แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับนมแม่เหมือนกับคนไทย

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

มังคุดรักษาโรคลำใส้






มังคุด เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณ 10-25 เมตร มียางสีเหลือง ใบหนา ผลกลมเมื่อแก่และจะมีสีม่วง เนื้อข้างในฉ่ำน้ำ มีชื่อสามัญ ว่า Mangosteen มังคุดเป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ เนื่องจากลักษณะภายนอกของผลนั้นจะมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินี เนื้อข้างในมีสีขาว รสชาติหวานและมีฤทธิ์เย็น สามารถแก้ร้อนในจากทุเรียนได้

เหตุที่มังคุดจัดเป็นสุมนไพรไทยนั้น เนื่องจากเนื้อและเปลือกมังคุดมีสรรพคุณเป็นยาสุมนไพร เช่น เมื่อกินมังคุดเข้าไปจะช่วยลดอาการร้อนในหลังจากการทานทุเรียนเข้าไปได้ อีกทั้งกากใยในเนื้อมังคุดที่ทานไปนั้นจะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นแก้อากาท้องผูกได้ นอกจากนี้เปลือกมังคุดที่มีรสฝาดนั้นมีสารเคมีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อาทิ Chrysanthemin, Xanthone, Garcinone A, Garcinone B, Gartanin, Mangostin, Kolanone ช่วยรักษาอาการต่างเหล่านี้ได้

- อาการท้องเสีย และโรคลำไส้ โดยการใช้เปลือกมังคุดครึ่งผลต้อมกับน้ำ ใช้รับประทาน 

- รักษาอาการท้องเดินท้องร่วง โดยใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้อมกับน้ำปูนใส หรือผนกับน้ำ รับประทานทุก 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 4  ชม.

- ยาแก้บิด ใช้เปลือกแห้งครึ่งผล ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใส ละลายกับน้ำสุก รับประทานทุกๆ 2 ชม.

- รักษาแผลพุพอง เน่าเปื่อย หรือแผลน้ำกัดเท้า โดยใช้ ผลสดหรือแห้งก็ได้ ผลกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลวันละ 2-4 ครั้ง ข้อควรปฏิบัติในการใช้เปลือกมังคุดทาแผลคือ ต้องล้างทำความสะอาดบริเวณที่เป็นแผลให้สะอาดก่อนแล้วจึงค่อยนำยาจากเปลือกมังคุดมาทา จะสามารถทำให้ทุเลาลงได้

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะขามกับความงาม





มะขาม พูดถึงก็เปรี้ยวปาก ทั้งน้ำพริกมะขาม มะขามแช่อิ่ม แกงมะขาม สารพัดเมนูจะบรรยาย โดยเฉพาะตามคันนาบ้านนอก แน่ใจได้เลยว่าไม่มีบ้านไหนที่ไม่มีต้นมะขาม ถ้าจะกินมะขามสดๆ แนะนำเลยให้ลองเลือกฝักเล็กๆ แบนๆ ลีบๆ แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะถือกะปิติดตัวไปด้วยก็ดี เดินไปด้วยจิ้มมะขามกับกะปิไปด้วยรับรองเป็นยาระบายอย่างดี

คุณสมบัติที่โดดเด่นของมะขามที่สำคัญก็คือ ดีต่อระบบขับถ่าย การรับประทานมะขามสดๆ หรือการนำส่วนใบ ดอก หรือมะขามฝักแก่ๆ มาประกอบอาหารรับประทาน จะช่วยให้ร่างกายมีการขับถ่ายที่ดีขึ้น อันทำให้ส่วนเกินที่ไม่ต้องการถูกกำจัดไปได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นแขน สะโพก เอว หรือ ต้นขา

คุณประโยชน์อื่นๆ อาทิ

* แก้อาการท้องผูก สามารถรับประทานเนื้อมะขามฝักแก่ๆ สดๆ หรือไม่ก็น้ำมะขามคั้นสด

* แก้อาการท้องเดิน ใช้รากมะขาม 1 กำมือ ต้มในน้ำจนเดือดแล้วดื่ม

* ลดความดันโลหิต ใช้ส่วนของดอกมาต้ม หรือนำไปประกอบอาหารรับประทานเสมอๆ ถ่ายพยาธิ ใช้เมล็ดแก่นำมาคั่วแล้วเอาแต่เนื้อภายในเมล็ดไปแช่น้ำเกลือจนอ่อนตัว แล้วนำมารับประทานครั้งละ 20 เมล็ด

* แก้ไอ และมีเสมหะ สามารถรับประทานมะขามเปียกจิ้มเกลือเพื่อบรรเทาอาการได้เลย

นอกจากนี้ มะขามสุกๆสามารถนำมาทำมะขามเปียก มะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เช่นเดียวกันกับมะนาวและอุดมไปด้วยกรดผลไม้หลายชนิด ซึ่งดีต่อผิวพรรณอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนัง รักษาสิวผดผื่น ลดเลือนฝ้า กระ รอยด่างดำให้จางลง และช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คำฝอย ลดไขมัน





ชาดอกคำฝอย เป็นชาเลื่องชื่อให้เรื่องของการช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ซึ่งหาซื้อง่าย และทานง่าย ชาดอกคำฝอย ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ง่ายๆไม่ยาก เราไม่ต้องใช้ดอกสดหรอกนะ หายากเกินไป เอาที่เค้าตากแห้งให้เราแล้ว นั่นหละ เอามาแค่หยิบมือเดียว เอาไปใส่ในน้ำร้อนประมาณครึ่งแก้ว แล้วดื่มเป็นเครื่องดื่มได้ดีทีเดียว

คำฝอย ไม่ได้มีดีแค่ดอก จริงๆแล้วส่วนของดอกแต่ละส่วนนั้นมีประโยชน์ต่างๆกันออกไป ลองมาดูกัน

ดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล จะมีรสหวาน ช่วยบำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน

เกสร ช่วยบำรุงโลหิต

เมล็ดดอกคำฝอย เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม ขับโลหิตประจำเดือน

น้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย ทาแก้อัมพาตได้

ดอกแก่ เอาไปทำเป็นสีผสมอาหาร

นอกจากนี้คำฝอย ยังมีคุณค่าทางอาหารมากมายชนิดคาดไม่ถึงกันเลย ในเมล์ดคำฝอย จะมีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้ ในประเทศจีนนั้น ดอกคำฝอย ถือเป็นยาเกี่ยวกับสตรี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนนมาไม่ปกติ หรือเกิดอาการบวม ฟกช้ำ ก็มักจะนำดอกคำฝอยไปใช้ประโยชน์เสมอ โดยให้นำดอกคำฝอยไปต้มน้ำแล้วแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำแล้วเอาไปพอกส่วนที่บวม ปวด แต่ก็มีข้อควรระวังคือ สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน เพราะฤทธิ์การขับเลือดประจำเดือนจะส่งผลต่อการขับทารกได้

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พริกขี้หนูกับโรคหัวใจและหลอดเลือด






สารที่ให้ความเผ็ดร้อนในพริกขี้หนู พืชสมุนไพรไทย เรานั้นเรียกว่า แคปไซซิน ซึ่งแคปไซซินจะกระจายอยู่ทุกส่วนของผลพริก แต่ส่วนที่เผ็ดมากที่สุด นั้นก็คือ ส่วนของรก หรือส่วนที่เป็นไส้ของพริกซึ่งเป็นที่เกาะของเม็ดนั่นเอง ส่วนเม็ดและเปลือกของพริก ก็มีปริมาณแคปไซซินน้อยกว่า

สารแคปไซซินในพริกขี้หนู นอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและข้อ ซึ่งปัจจุบันมีผู้นำมาทำเป็นเจลทาแก้ปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนั้น แคปไซซินยังมีส่วนเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย

ผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด สารแคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลให้มีการขยานตัวของหลอดเลือดทำให้มีเลือดไปเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นได้มากขึ้น 

ผลต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ถ้าเกล็ดเลือดมีการจับกลุ่มกันง่าย หรือมากกว่าปกติจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากขึ้น เพราะเลือดสามารถจับตัวกันเป็นก้อนแล้วอาจไปอุดกั้นหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ก็จะทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้ยังพบอีกว่า แคปไซซินสามารถลดการจับกลุ่มของเกล์ดเลือดได้ จากการศึกษา เมื่อเราให้ผู้ทดลองกินพริกขี้หนู สด 5 กรัมสับละเอียดพร้อมน้ำ 1 แก้ว แล้ววัดค่าการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดหลังจากกินทันที จนถึงประมาณ 1 ชั่วโมงหลังกิน พบว่ามีการยืดระยะเวลาของการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดออกไป ซึ่งส่งผลภายใน 30 นาทีหลังการกินพริกขี้หนู เข้าไป และหากให้คนกินพริกขี้หนู วันละ 5 กรัมพร้อมอาหารปกติ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดก็มีการยืดระยะเวลาออกไปเช่นกัน

กระเทียมกับโรคทางเดินอาหาร






แพทย์จีนได้มีการใช้กระเทียมเป็นสมุนไพรรักษาโรคมานานแล้ว โดยเฉพาะการรักษาเกี่ยโรคทางเดินอาหาร เช่น การติดเชื้อในลำไส้ ท้องเสีย บิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ หากผู้ป่วยมีอาการท้องเสียติดต่อกันหรือมีอาการท้องเสียเรื้อรังหรือเป็นบิด สามารถทานกระเทียมได้ กระเทียมจะไม่ทำลายแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ และจะเลือกทำลายเฉพาะแบคทีเรียตัวร้ายเท่านั้น กระเทียมมหัศจรรย์นี้ยังช่วยบำรุงกระเพาะอาหารให้แข็งแรงอีกด้วย

หรือถ้าคุณจำเป็นต้องเดินทางไปไกลๆ อากาศอาจเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องเดิน ซึ่งอาจเกิดมาจากสภาพอากาศ อาหารที่ไม่คุ้นเคย อาการอันเลวร้ายหลายๆอย่างจะทุเลาลงได้ เพียงแค่คุณพกเอากระเทียมแคปซูลติดตัวไปด้วย หรือก่อนหน้าที่เดินทางหากคุณทราบล่วงหน้าสักสองสัปดาห์ก็ให้รับประทานกระเทียมแคปซูลวันละสองเม็ดทุกวันก่อนการออกเดินทาง ก็จะช่วยให้เกิดการปรับสภาพกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณให้แข็งแรงขึ้นได้ คุณจะได้เดินทางอย่างสบายใจ สบายท้อง จะไม่มีปัญหาในเรื่องของท้องเดิน ท้องเสียมากวนใจกวนอารมณ์ด้วย

สารอัลลิซินในกระเทียม สามารถยังยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักจะก่อให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะพวกที่ดื้อยาที่ใช้กันทั่วไป เช่น เพนนิซิลิน อัลลิซิน กลับมายับยั้งได้ดีกว่าพวกไม่ดื้อยา นอกจากนี้ยังมี สารกาลิซิน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี และสารตัวนี้ยังสามารถฆ่าเชื้อบิดมีตัวได้ 

กระเทียมสามารถบรรเทาอาการอักเสบ จึงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ดังนั้นในต่างประเทศจึงได้มีการทดลองนำสารสกัดจากกระเทียมมาทดลองกับคนไข้ ที่มีอาการท้องอืดเฟ้อ พบว่าสารดังกล่างสามารถระงับอาการปวดท้องและขับลมได้

กระเทียมจึงนับได้ว่าเป็นสมุนไพรไทย ที่ทั้งคู่ครัว และช่วยรักษาโรคได้เป็นอย่างดี

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ดื่มกาแฟเพื่อหัวใจที่แข็งแรง





ในกาแฟ ท่านๆคงทราบดี ก็จะมีการที่ทำให้ท่านอยากกาแฟอยู่ตลอดเวลา ก็คือ กาแฟอีน แต่ในที่นี้เราจะขอกล่าวถึง สาร โพลีฟีนอล ที่อยู่ในกาแฟกับการช่วยทำให้หัวใจของท่านแข็งแรงขึ้น

สารโพลีฟีนอล เป็นสารที่สามารถช่วยลดการเกิด ออกซิเดชั่นของไขมัน LDL ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และยังไม่ช่วยควบคุมความดันโลหิตสูงด้วย

จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า คุณผู้หญิงที่ดื่มกาแฟไม่เกิน 5 แก้วต่อวัน กาแฟไม่มีส่วนทำให้เป็นการเสี่ยงต่อการเป็นโรคของหัวใจมากขึ้น แม้ในรายที่มีปัญหาเส้นเลือดอุดตันหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ  สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟทุกวันวันละ 6 แก้วขึ้นไปก็ไม่มีอัตราหัวใจสูงกว่าปกติ

ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่นิโคตินชนิดเดียวกันกับที่มีในบุหรี่ แต่กลับเป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดจึงป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัว

นอกจากนี้กาแฟยังจะทำให้ระดับไขมัน เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะไขมัน LDL ซึ่งเป็นไขมนที่ไม่ดีการขึ้นของไขมันขึ้นกับชนิดของกาแฟที่รับประทาน หากเป็นกาแฟที่ใช้เมล็ดกาแฟไปต้มจะทำให้ไขมันในเลือดขึ้นสูง แต่หากเป็นกาแฟที่กรองไขมันจะไม่ขึ้น ส่วนกาแฟ instant สำเร็จรูปที่นิยมรับประทานกันนั้น มีการศึกษาพบว่าไม่มีผลต่อไขมัน

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่มีปัญหาเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารและสำไส้ การดื่มกาแฟทั้งชนิดธรรมและชนิดที่สกัดกาแฟอีนออกจะเพิ่มการหลั่งกรดและน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรงดจากการดื่มกาแฟได้เลย

กระชายช่วยระบายท้อง





กระชายเป็นพืชที่ไม่มีลำต้นบนดิน โดยจะนำมาทำเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารโดยผสมในเครื่องแกง จะมีกลิ่นหอมฉุนและรสชาติไปในทางร้อน ไม่เพียงเท่านั้นสรรพคุณในด้านการรักษาโรค พืชสมุนไพรชนิดนี้ยังช่วยในการระบายท้องจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ดีอีกด้วย ในกระชายมีวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 และแคลเซียม ที่ยังช่วยบำรุงตับ ไต กระดูกอ่อนและฟื้นฟูต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมองได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ไม่สูง หรือไม่ต่ำมากจนเกินไป


ในการนำกระชาย พืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์นั้น สามารถทำได้หลายวิธีอาทิ
  • นำมาผสมในในเครื่องแกงและปรุงเป็นอาหารมื้ออร่อยสำหรับครอบครัวรักสุขภาพ

  • นำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ โดยหั่นกระชายเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปปั่นแล้วแยกกากทิ้ง ทำเป็นน้ำหัวเชื้อเก็บรักษาไว้ในอุณหภุมิในตู้เย็น เวลาต้องการดื่มนำมาผสมน้ำ เติมน้ำตาล และเกลือ ปรุงรสชาติตามต้องการ

  • นำไปปรุงยาโดยตากให้แห้งและบดให้เป็นผง อัดเป็นเม็ดหรือแคปซูล เก็บไว้ใช้ได้เช่นเดียวกัน


พืชสมุนไพรไทยที่ชื่อว่ากระชายนั้น มากมายไปด้วยสารพัดประโยชน์นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้วยังช่วยบำรุงร่ายกาย เสมือนเป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยสรรพคุณของรากเหง้าของกระชายที่หากนำมาตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง และนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นประจำ ก็จะช่วยบำรุงหัวใจได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ผลของชา ต่อการลดไขมัน




เรามารู้จักชนิดของใบชากัน 

ชาดำ : เป็นชาที่มีสีเข้ม รสฝาดมากกว่าชาเขียว และถือว่าเป็นชาชนิดที่มีปริมาณคาเฟอีนสูงสุด แต่ไม่มากเท่ากาแฟ ชาดำเป็นน้ำสมุนไพรลดไขมันอย่างไร ก็คือ ในชาดำนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าสารตัวนี้นั่นเองที่มีส่วนช่วยในการลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในเลือด โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มชาดำประมาณ 3 ถ้วยต่อวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจเฉียบพลันลดลงถึง 21% นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ชามีสรรพคุณเป็นตัวล้างพิษอย่างแรง อีกทั้งชาดำ ยังสามารถช่วยลดคลอเรสเตอรอลลงได้ 4% และ   ไขมันเลวลงได้ 8% 


ชาเขียว : อันนี้เราคงได้ยินกันจนคุ้นชินแล้ว ขาเขียวจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชาเขียวแบบจีน จะเป็นชาเขียวที่ผ่านการคั่วมาแล้วทำให้สารบางตัวสูญเสียไปแล้วครึ่งนึ อีกชนิดคือ ชาเขียวญี่ปุ่น จะไม่มีการนำใบชาไปคั่วโดยจะมีปริมาณวิตามินอีสูง โดยสารปริมาณมากที่อยู่ในชาเขียวมี 2 ตัว คือ คาเฟอีน และ แทนนิน ซึ่งตัวแทนนินี่เองที่ช่วยขยายผนังหลอดเลือด ดังนั้นชาเขียวจึงเหมาะมากสำหรับที่จะเป็นน้ำชาสมุนไพรลดไขมัน เพราะเหมาะกันผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

คุณประโยชน์ในด้านของการเป็นน้ำสมุนไพรลดไขมันของชาเขียว
สารคาเทซิน โพลีฟีนอล มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว มีประสิทธิภาพในการลดระดับคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี ยับยั้งการก่อตัวของ ลิ่มเลือด ลดความดันโลหิต และยังช่วยเพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลชนิดดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับคาแฟอีน การดื่มชาเขียวจะช่วยเร่งให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพลังงานจากอาหารและไขมันมากขึ้น


ข้อควรระวัง : ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะไม่ควรอย่างยิ่งที่จะดื่มชา เนื่องจากสารในชาจะส่งผลให้กระเพาะเกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่สามารถหยุดดื่มชาได้ แนะนำให้ผสมนมลงไปในชาด้วยเพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตับ ตับ ตับ ตับ





ความจริงอีกข้อที่คุณควรรู้คือ การออกกำลังกายไม่ใช่วิธีเสริมสร้างให้ตับอ่อนกลับมาแข็งแรงได้
เป็นความเข้าใจผิดไปคนละทิศละทางเลยครับ แน่นอนว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นใน
ภาพรวม แต่ไม่ใช่วิธีทำให้ตับอ่อนแข็งแรงโดยตรง ถ้าอย่างนั้นคนที่ออกกำลังกายทุกคนก็หายจากเบาหวาน
แล้วสิครับ ส่วนการควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่ต้องเคร่งครัดอยู่แล้ว เพราะช่วยให้ตับอ่อนไม่ต้องทำงานหนัก
เพื่อผลิตอินซูลินปริมาณมากมาเก็บน้ำตาลส่วนเกินในเลือด แต่กระนั้นก็ไม่ใช่วิธีรักษาโรคนี้เลยแม้แต่น้อย

เป็นเพียงการประวิงเวลาให้ตับอ่อนทำงานได้นานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง

                - ยาลดไขมันแผนปัจจุบันไม่สามารถล้างตะกรันไขมันในหลอดเลือดหัวใจได้
               - การทำบอลลูนหรือบายพาสหัวใจไม่สามารถป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำได้
                - ยาละลายลิ่มเลือดไม่สามารถละลายตะกรันไขมันที่หลอดเลือดหัวใจได้ดีอย่างที่คิด
                - ไม่มียาแผนปัจจุบันตัวไหนในโลกสามารถบำรุงหัวใจให้แข็งแรง

กินสมุนไพรรักษาโรคดีกว่าอย่างไร

กินสมุนไพรรักษาโรคดีกว่าอย่างไร

                - ช่วยทำให้ตับอ่อนกลับมาแข็งแรงจนสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เอง
                - ช่วยทำให้ระบบเผาผลาญน้ำตาลทำงานดีเต็มที่
                - ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
                - ช่วยป้องกันไตวายจากการเป็นเบาหวานเรื้อรัง
                - มีสิทธิ์หายขาดจากโรคเบาหวานได้




                ผมมีคนไข้หญิงรายหนึ่งกินยารักษาเบาหวานมานานนับสิบปี กินยาแผนปัจจุบันเกือบ 10 ชนิด แต่
น้ำตาลก็ยังคงสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี มิหนำซ้ำก่อนหน้าที่จะมารักษากับผม หมอแผนปัจจุบันที่ดูแลอยู่แนะนำ
ให้เธอไปฟอกไต เพราะค่าการทำงานของไตสูงมากขึ้นไปเรื่อยๆ จากภาวะเบาหวาน เมื่อคนไข้รายนี้มาถึงมือ
ผม ผมใช้สมุนไพรรักษาโรครักษาให้ค่าเบาหวานกลับมาปกติก่อน โดยมุ่งเน้นให้การเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกินในเลือด

ทำงานได้อย่างเต็มที่



วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

โรคหลอดเลือดหัวใจ

ไขมันในเลือดมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่
  • ไขมันส่วนที่ละลายอยู่ในน้ำเลือด เป็นไขมันที่สามารถตรวจวัดปริมาณได้จากการเจาะเลือดตรวจ
ไขมันปกติ
                


  • ไขมันส่วนที่เป็นตะกรันไขมันเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด อาการหัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจวาย
ตายจากหลอดเลือดหัวใจตีบที่เป็นอันตรายถึงชีวิต มีสาเหตุมาจากตะกรันไขมันในหลอดเลือดทั้งสิ้น ไม่ใช่ เกิดจากไขมันในน้ำเลือดแต่อย่างใด ระดับไขมันเลวในเลือดที่ดูปกติหรือต่ำกว่าปกติจึงไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าตะกรันไขมันที่เกาะหลอดเลือดจะน้อยตามไปด้วย




บ่อยมากที่ผมตรวจพบว่าคนไข้หลายคนมีภาวะหลอดเลือดแข็งทั้งที่ค่าไขมันเลวต่ำกว่าปกติ แต่เมื่อ
ตรวจอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นเพราะไขมันเลวทั้งหลายไปเกาะเป็นตะกรันไขมันอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดเต็มไปหมดจนไม่เหลือไขมันละลายอยู่ในน้ำเลือด กรณีนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีอาการแน่นหน้าอกทันทีและเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ทั้งที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและระดับไขมันดูปกติดีมาตลอดตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ

สำหรับคนส่วนใหญ่ที่กินยาละลายลิ่มเลือดแผนปัจจุบันอยู่แล้ว ผมตรวจจับชีพจรทีไรก็ยังพบภาวะ
หลอดเลือดแข็งอยู่ทุกที่ ส่วนในรายที่ไม่ได้กินยาละลายลิ่มเลือดแล้วตรวจพบว่าหลอดเลือดแข็ง ผมให้
สมุนไพรรักษาโรคล้างตะกรันหลอดเลือด ผลคือหลอดเลือด....

แต่หากใครเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออัมพฤกษ์ อัมพาตมาก่อน ผมจะแนะนำให้กินยา
ละลายลิ่มเลือดแผนปัจจุบันควบคู่กับสมุนไพรรักษาโรคไปก่อนเป็นเวลา 3-6 เดือน จากนั้นจึงค่อยๆ ลดยาละลายลิ่มเลือดไปเรื่อยๆ จนหยุดได้ในที่สุด


วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำเต้าญี่ปุ่นระบายท้อง






ท่านที่ต้องการหาลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะหันไปพึ่งยาแพทย์แผนใหม่ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้แนะนำให้หายาระบายโดยใช้สมุนไพรลดน้ำหนัก หรือ สมุนไพรควบคุมน้ำหนัก แทนจะดีกว่า โดยเราสามารถทานสมุนไพรจำพวกนี้เป็นอาหาร หรือ ผลไม้ได้เลย ซึ่งน้ำเต้าญี่ปุ่นเป็นสมุนไพรทางเลือกนึงของ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ด้วยการให้ถ่ายท้อง 

น้ำเต้าญี่ปุ่น แท้ที่จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา โดยเป็นไม้ยืนต้น แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม ดูต้นโตมาก ผลมีลักษณะเป็นทรงกลมสีเขียว ปกติจะปลูกเป็นไม้ประดับ สำหรับการน้ำเต้าญี่ปุ่นมาเป็นยาทางสมุนไพรนั้น ก็จะนำส่วนของผลและเปลือกต้น มาปรุงเป็นยาสมุนไพร สรรพคุณที่สำคัญคือ เป็นยาระบายอ่อนๆ ป้องกันท้องผูกช่วยระบายท้องได้ดี
สรรพคุณของน้ำเต้าญี่ปุ่น
  • ส่วนของผล ใช้ทำอาหารได้ ซึ่งส่วนนี่แหละ ท่านที่ลดความอ้วนอยู่ หรือ ระบบขับถ่ายไม่ปกติ ให้หันมาสนใจหน่อย เอามาทานได้เลย เพราะเมื่อกินแล้ว จะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้
  • ใบ นำมาตำให้ละเอียด ช่วยแก้พิษร้อนได้
  • เปลือกต้น อันนี้ก็ให้นำมาต้มในน้ำร้อน กรองเอาแต่น้ำมาทาน มีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยแก้อาการท้องผูกได้เช่นกัน 
ส่วนสูตรที่ใช้เป็นยาสมุนไพร คือ ให้เอาส่วนเปลือกต้นมาต้มกับน้ำ แล้วกรองแยกกากออก ทั้งทิ้งไว้ แล้วให้เอาเนื้อน้ำเต้าญี่ปุ่นมายีให้ละเอียด แล้วมาชงผสมกับน้ำต้มเปลือก เพื่อดื่มเป็นน้ำสมุนไพรได้ นอกจากจะช่วยในการระบายแล้วยังช่วยให้ชุ่มคอ แก้ไข้ได้อีกด้วย

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำเสารส อร่อยลดน้ำตาล




เสาวรส หรือ อีกชื่อเรียก กระทกรก ซึ่งลักษณะของผลกระทกรกมีลักษณะกลมเปลือกเป็นเงามัน สีจะต่างกันไปแล้วแต่สายพันธ์ ด้านในต่อจากเปลือกจะมีเยื่อสีขาว หรือ เราเรียกว่า รก ภายในเยื่อสีขาวจะมีเมล์ดสีดำเต็มผลและมีลักษณะเป็นถุงสีเหลืองหุ้มอยู่ ส่วนใหญ่จะมีรสเปรี้ยวจัด การนำมาทานจะทานร่วมกันกับผลไม้ชนิดอื่นๆ 

ส่วนต่างๆของเสาวรสที่นำมาใช้ คือ
  • ยอด นำมาทานสด หรือจิ้มน้ำพริกได้ มีรสขม
  • เนื้อไม้ ใช้ถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด
  • ราก ใช้ต้มน้ำเพื่อแก้ไข้
  • ใบใช้ตำละเอียด คั้นน้ำดื่มเป็นยาขับพยาธิ
  • ดอก แก้ไอ ขับเสมหะ
  • ผล ส่วนนี้จะนำเมล์ด้านในมาคั้นเป็นน้ำสมุนไพรดื่มเพื่อสุขภาพ โดยถือเป็นน้ำดื่มสมุนไพรลดไขมันในเส้นเลือด

เนื่องจากเสาวรสเป็นพืชสมุนไพรที่มีวิตามินซีสูง โดยสูงกว่าในมะนาว หรือ ส้ม ในการนำมาทานจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆเพราะมีรสเปรี้ยวจัดมาก ในการนำมาทานเราจะใช้ผลที่แก่จัด มาล้างทำความสะอาด ผ่าครึ่ง คั้นเอาเฉพาะน้ำ เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ให้รสกลมกล่อม ใช้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ได้ ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ซึ่งในการนำน้ำเสาวรสคั้นมาผสมกับน้ำตาลนั้น ต้องผสมในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปเพราะอาจเป็นการเพิ่มน้ำตาลเข้าไปโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะเป็นการนำประโยชน์จากวิตามินซีในเสาวรสไปใช้ลดไขมันได้อย่างเต็มที่ได้ 

ข้อควรระวังในการดื่มน้ำเสาวรส ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงควรดื่มพอประมาณ และไม่ควรรับประทานสดแบบทั้งต้น เพราะมีสารพิษอาจเป็นอันตรายได้