สมุนไพร รากสามสิบ

สาวร้อยผัว สมุนไพรที่ใกล้ถูกลืม สรรพคุณ ช่วยในการกระชับช่องคลอด ลดตกขาว ปวดประจำเดือน แลปัญหาระบบภายในช่องคลอด แก้อาการวัยทอง บำรุงน้ำนม ประจำเดือนมาไม่ปกติชลอความแก่ แก้ช่องคลอดอักเสบ บำรุงผิวพรรณ

สมุนไพร กระชายดำแท้

กระชายดำเป็นสมุนไพรในกลุ่มร้อน มีรสขม เผ็ดร้อน สรรพคุณสำหรับผู้ชาย ช่วยบำรุงฮอร์โมนเพศชาย กระตุ้นประสาท ทำให้กระชุ่มกระชวย บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณสำหรับ ช่วยบำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาว ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ สตรี

สมุนไพร ตรีผลา

ตรีผลา ลดน้ําหนัก ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนักและมวลไขมันออกจากร่างกาย ช่วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีอายุยืนยาว

สมุนไพร กวาวเครือขาว

ประโยชน์ของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสดใสนุ่มนวลเรียบเนียน เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและผิวกาย

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พริก กับระบบย่อยอาหาร

 พริก

พริก เครื่องเทศในครัวเรือน
       "เครื่องเทศ" จัดเป็นของคู่ครัวไทยมาแต่โบราณ ด้วยเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนและกลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเทศแต่ละชนิดนั้นช่วยส่งเสริมให้รสชาติของอาหารดียิ่งขึ้นเมนูอาหารไทยแต่ละจานนั้นก็มีการนำเอาเครื่องเทศมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ จึงทำให้อาหารไทยนั้นเลื่องชื่อในเรื่องของรสชาติ กลิ่น และสีสันเครื่องเทศในบ้านเรานั้นมีมากมาย แต่หนึ่งในนั้นมีอยู่ประเภทหนึ่งที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนและเป็นเครื่องปรุงที่ขาดในครัวไทยไม่ได้เลยก็คือ "พริก" นั่นเอง
          พริก(chilli) จัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักสมุนไพร มีลักษณะ และรสชาติแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ พริกจะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกหยวก พริกไทย พริกชี้ฟ้า และพริกหวาน เป็นต้น โดย พริก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศและเครื่องปรุงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง มีการเพาะปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก เพราะพริกนั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติ อีกทั่งยังมีประโยชน์และสรรพคุรหลายอย่างที่ดีต่อสุขภาพ วิตามินและแร่ธาตุ ที่ประกอบอยู่ในพริกนั้นก็มีอยู่อย่างมากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แมกนีเซี่ยม ใยอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซีนั้นมีอยู่ในปริมาณที่สูถึง 144 มิลลิกรัมต่อพริก 100 กรัม จึงมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงและบรรเทาอาการไข้หวัด
          ความเผ็ดของพริกนั้นมาจากสารแคปไซซิน (capsicin) ซึ่งสารแคปไซซิน นั้นก็ไม่ได้ให้แต่่เพียงความเผ็ดอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเพราะมีส่วนช่วยในการลดการอุดตันในเส้นเลือดและช่วยสลายลิ่มเลือด อีกทั้งยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น เพราะช่วยขับเสมหะ แถมยังช่วยให้รู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี และบรรเทาอาการเจ็บปวด นอกเหนือจากนั้นแล้วการทานพริกยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานได้อีก
          พริกไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศที่ช่วยแต่งเติมรสชาติให้อาหารแต่เพียงเท่านั้นเพราะพริกนั้นมีสรรพคุณทางยาด้วยอย่างพริกขี้หนูนั้นจะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคบิด อาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยลดน้ำมูก สลายเสมหะ และชวยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ส่วนพริกหวานนั้นมี เบตาแคโรทีนประกอบอยู่ในปริมาณสูงจึงช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมแห่งวัยและที่สำคัญยังลดอัตราเสี่ยงจากมะเร็งและสุดท้าย พริกไทยมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เพราะช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
           แม้ว่าพริกจะมีประโยชน์อย่างมากมายแต่พริกมีรสชาติเผ็ดร้อนด้วย ฉะนั้นจึงควรนำไปใช้ประโยชน์อย่างมากมายแต่เพียงพอดี เพราะการทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านจนเกินไปไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคกระเพาะเพราะการทานเผ็ดจะก่อให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการแสบท้อง








วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรมะรุม พืชมหัศจรรย์...รักษาโรค


http://www.thaiherbweb.com/
ต้นมะรุม หาไม่ยากเลยในบ้านเรา แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักมะรุมกันมากนัก ซึ่งนี่ล่ะที่เป็นความพลาดอย่างแรง เพราะมะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ประโยชน์มากล้น เผลอ ๆ อาจเทียบชั้นกับซูเปอร์ฟู้ดอื่น ๆ ได้สบาย  สรรพคุณของมะรุมแทรกซึมอยู่แทบทุกส่วนของต้นมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบมะรุม ฝักมะมุม เปลือกต้น หรือรากมะรุม ทว่าใบมะรุมจะเป็นส่วนที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินบีสูงมาก รวมทั้งธาตุเหล็กก็สูงไม่แพ้กัน จนกระทั่งงานวิจัยต่างประเทศยังยกให้ใบมะรุมเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
"มะรุม" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วนทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ
          ต้นมะรุม พบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อม- ก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น
          ในตำรา ยาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้   ใน ภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด ๒ เท่า  การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ ๓ เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ
  •  วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอต ๓ เท่า
  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด ๗ เท่าของส้ม
  • แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน ๓ เท่าของนมสด
  • โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท ๓ เท่าของกล้วย 
  • ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
          ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุม ไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบ    อ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กิน     กับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำ  มาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
           ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสาน จังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งป่นเข้าเครื่อง "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย  ผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศีรษะ  ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
              
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก  แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับนมแม่เหมือนกับคนไทย

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พริกไทยดำ ป้องกันอัลไซเมอร์

         

 พริกไทย  เป็นพืชที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาของเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน และเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงอาหาร ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำเนื่องจากเปลือกเมื่อทำให้แห้งจะมีสีดำ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออกก่อน พบทั้งการใช้ประกอบอาหารทั้งผลแห้งและผลสดที่มีสีเขียว หรือผลแห้งป่นเป็นผงเรียกพริกไทยป่น
           ด้านอาหาร ผลและเมล็ดพริกไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้ปรุงรสได้ทั้งอ่อนและแก่ แกงที่ใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบมีหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ แกงกะหรี่ แกงเลียง ทอดมัน ผัด โจ๊กข้าวผัด เป็นต้น
ด้านสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน มีการใช้พริกไทยในผาอายุรเวทในแถบเอเชียใต้ ส่วนมากใช้รักษาและบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ขับพยาธิ แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุแก้อาการอาหารไม่ย่อย ระงับอาการอาเจียร ผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ 
ด้านสรรพคุณทางยาแผนตะวันตก พริกไทยดำมีสารจำพวกอัลคาลอยด์ ชื่อว่า ไปเปอรีน (piperine) มีรายงานว่ามีผลกดประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ลดไข้ ลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ และฆ่าแมลงได้ รวมทั้งยังมีการรายงานว่าสารไปเปอรีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีในผิวหนัง
  >ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
>ช่วยป้องกันและต่อต้านสารก่อมะเร็ง
>ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น
>เมล็ดพริกไทยมีฤทธิ์ในการช่วยกระตุ้นประสาท 
>ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร

>ช่วยลดการเกิดก๊าซในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มะขามป้อม ผลไม้ที่วิตามินซีสูงที่สุดในโลก

                      

            มะขามป้อม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียวใต้ และพบได้ในป่าเบญจพรรณแล้ง หรือป่าแดง ผลมีลักษณะกลม มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 6 กลีบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผิวนอกขรุขระมีสีน้ำตาล ส่วนหัวมีรอยขั้วก้านผล เนื้อผลเหนียวแตกยาก เนื้อในสีเหลืองอ่อน มีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายใน ผลแห้งที่ดีควรมีขนาดใหญ่ อวบอิ่มและแห้งไม่มีก้านผลติดมา

         มะขาม ป้อมมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถแก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกันสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้ามมะขามป้อม คือเอามะขามป้อมมากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะมะขามป้อมบำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ฯลฯ แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง

          มะขามป้อม สรรพคุณในการล้างพิษของมะขามป้อม คือช่วยขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟันและคอแห้ง ผลแห้งตำเป็นผงชงกินแก้โรคหนองใน แก้ตกเลือด ท้องเสีย บิด ดีซ่าน และโรคโลหิตจาง รากต้มกินแก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน ความดันโลหิตสูง และแก้ท้องเสียได้
         
          ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของมะขามป้อมในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกินมะขามป้อมช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ทางอายุรเวท พบว่าการดื่มน้ำมะขามป้อมคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับ น้ำตาลในเลือดได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน

           ส่วนคนที่ท้องผูกเป็นประจำ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กินมะขามป้อมแล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจากมะขามป้อมมีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อยด้วยการนำมะขามป้อมมาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาลตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่า วิธีลดความฝาดของมะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้างมะขามป้อมให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัดแช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป
มะขามป้อม Thaiherbweb.com

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กระชาย : ชะลอความแก่ และบำรุงกำลัง


         กระชายดำจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งผู้บริโภค และวงการแพทย์แผนไทย เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา  กระชายดำ นอกจากจะมีสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ทำให้กระชายดำ เป็นที่ต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เรามาทำความรู้จักกับเจ้ากระชายดำ สมุนไพรยอดนิยมนี้กัน  
          กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้ พบมากในเขตป่าและภูเขาของประเทศไทยและประเทศลาว ปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกกระชายดำกระจายทั่วไป แต่จะปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก กระชายดำ เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae เช่นเดียวกับขิงและขมิ้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora
        กระชายดำ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์กระชายดำแตกต่างจากกระชายทั่วไป (ที่ใช้เป็นเครื่องแกง) คือ กระชายทั่วไปใช้ส่วนที่เป็นราก(tuber) ซึ่งงอกออกมาจากเหง้า (ลำต้นที่อยู่ใต้ดิน) มีกาบใบและใบซ้อนโผล่ขึ้นอยู่เหนือดิน ส่วนกระชายดำมีลำต้นอยู่ใต้ดิน (rhizome)หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัว ลักษณะคล้ายขิงหรือขมิ้น แต่มีขนาดเล็กกว่า
ใบใหญ่และมีสีเขียวเข้มกว่ากระชายทั่วไป 

          กระชายดำจัดอยู่ในประเภทพืชสมุนไพร ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรนานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่างๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก ในอดีตจึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันได้รู้จักกระชายดำกันโดยทั่วไปแล้ว และได้รับฉายาว่าเป็น โสมไทย
         
           กระชายดำ มีรสร้อน ใช้ในการประกอบอาหารหลายชนิด ให้สรรพคุณในการขับลม แก้จุดเสียด แก้ท้องเดิน ทั้งยังช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารมีกลิ่นหอม และแก้เลี่ยนได้อีกด้วย
         

สรรพคุณทางยา
  • กระชายดำ มีรสฝาดเย็น กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณมากมาย ได้แก่ เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง เป็นอายุวัฒนะ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี ขยายหลอดเลือด แก้ใจสั่นหวิว รักษาแผลสด แก้โรคในท้อง เช่น ปวดท้อง จุดเสียด ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเดิน รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ
  • กระชายดำ แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตก แก้โรคซางในเด็ก แก้โรคตาเจ็บ ตาแดง แก้เบาหวาน แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ช้ำใน ขับปัสสาวะ ขับลม
  • กระชายดำ ปัจจุบันนอกจากจะใช้ประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้วยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำเย็น ดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอม และที่นิยมที่สุดคือ ทำไวน์กระชายดำ


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

มังคุดรักษาโรคลำใส้






มังคุด เป็นไม้ยืนต้นมีความสูงประมาณ 10-25 เมตร มียางสีเหลือง ใบหนา ผลกลมเมื่อแก่และจะมีสีม่วง เนื้อข้างในฉ่ำน้ำ มีชื่อสามัญ ว่า Mangosteen มังคุดเป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ เนื่องจากลักษณะภายนอกของผลนั้นจะมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินี เนื้อข้างในมีสีขาว รสชาติหวานและมีฤทธิ์เย็น สามารถแก้ร้อนในจากทุเรียนได้

เหตุที่มังคุดจัดเป็นสุมนไพรไทยนั้น เนื่องจากเนื้อและเปลือกมังคุดมีสรรพคุณเป็นยาสุมนไพร เช่น เมื่อกินมังคุดเข้าไปจะช่วยลดอาการร้อนในหลังจากการทานทุเรียนเข้าไปได้ อีกทั้งกากใยในเนื้อมังคุดที่ทานไปนั้นจะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นแก้อากาท้องผูกได้ นอกจากนี้เปลือกมังคุดที่มีรสฝาดนั้นมีสารเคมีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อาทิ Chrysanthemin, Xanthone, Garcinone A, Garcinone B, Gartanin, Mangostin, Kolanone ช่วยรักษาอาการต่างเหล่านี้ได้

- อาการท้องเสีย และโรคลำไส้ โดยการใช้เปลือกมังคุดครึ่งผลต้อมกับน้ำ ใช้รับประทาน 

- รักษาอาการท้องเดินท้องร่วง โดยใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้อมกับน้ำปูนใส หรือผนกับน้ำ รับประทานทุก 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 4  ชม.

- ยาแก้บิด ใช้เปลือกแห้งครึ่งผล ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใส ละลายกับน้ำสุก รับประทานทุกๆ 2 ชม.

- รักษาแผลพุพอง เน่าเปื่อย หรือแผลน้ำกัดเท้า โดยใช้ ผลสดหรือแห้งก็ได้ ผลกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลวันละ 2-4 ครั้ง ข้อควรปฏิบัติในการใช้เปลือกมังคุดทาแผลคือ ต้องล้างทำความสะอาดบริเวณที่เป็นแผลให้สะอาดก่อนแล้วจึงค่อยนำยาจากเปลือกมังคุดมาทา จะสามารถทำให้ทุเลาลงได้

ฟักทองต้านมะเร็ง






ฟักทอง เป็นพืชที่มีฤทธิ์อุ่น มีรสหวาน สามารถนำมาทำได้ทั้งอาหาร เช่น แกงเลียง แกงคั่ว ผัดฟักทอง ส่วนขนม ก็ไม่น้อยหน้า สังขยาฟักทอง แกงบวชฟักทอง ประเภทใช้ซดน้ำเล่นๆ ก็ซุปฟักทองไปเลย 

การรับประทานเนื้อฟักทองสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก อันมีผลกับผิวพรรณคือ ช่วยให้ผิวพรรณยังคงเต่งตึง เซลล์ไม่เสื่อมโทรมไปตามวัย ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เป็นเกราะป้องกันที่ดีมากสำหรับการถูกทำลายด้วยมลภาวะต่างๆ
มาดูประโยชน์อื่นๆ ของฟักทองกัน

ฟักทองมีฤทธิ์อุ่น รสหวาน มีเบต้าแคโรทีนสูง จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในผู้สูงอายุ ป้องกันโรคผิวหนังบรรเทาอาการปวดเมื่อยหัวเข่าและเอว ป้องกันโรคอัมพาต

ฟักทองสามารถป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ช่วยบำรุงตับ ไต และสายตา

ฟักทองเป็นผักที่มีเส้นใยสูงให้พลังงานต่ำ ไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คาร์โบไฮเดรทในฟักทองช่วยบำบัดโรคแผลในกระเพาะและลำไส้ส่วนบน

ฟักทองช่วยกำจัดเสมหะ ช่วยให้ชุ่มปอด บรรเทาอาการหอบหืดที่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังช่วยบำรุงกำลัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปอดและม้ามอ่อนแอ

เมล็ดฟักทองมีสรรพคุณต้านการรักษาและลดโอกาสการเกิดโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เมล็ดฟักทอง มีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย นอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืดอีกด้วย โดยการใช้เมล็ดแห้งบดให้เป็นผง แล้วผสมกับน้ำตาลและนมจืด รับประทาน จากนั้นอีก 2 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำมันละหุ่งตามเพื่อกระตุ้นให้ถ่ายได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนน้ำมันสกัดจากเมล็ดฟักทองซึ่งมีรสหวาน ใช้กินบำรุงประสาทได้ นับได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่หาง่ายอีกชนิดหนึ่ง



ส้มแขก สมุนไพรยับยั้งการสะสมของไขมัน





การสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกายนั้นเป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนักมาก การที่จะหาสมุนไพรลดไขมันนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่สกัดจะสมุนไพรไทยเพื่อใช้เป็นสมุนไพรลดน้ำหนัก สมุนไพรลดหน้าท้องนั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด สมุนไพรที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ส้มแขก

ส้มแขกเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มกว้างสูกประมาณ 5-10 เมตร มีผลสีเขียวเมื่อผลแก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม มีรสเปรี้ยว พบมากทางภาคใต้ ส้มแขกมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ลละท้องถิ่น เช่น จังหวัดตรังเรียก ชะมวงช้าง ส้มควาย จังหวัดปัตตานีเรียก ส้มพะงุน เป็นต้น 

ส้มแขกมีสรรพคุณช่วยยับยั้งและสกัดกั้นการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย เนื่องจากในส้มแขกนั้นมีสารที่ชื่อว่า Hydroxycitric Acid หรือเรียกสั้นๆว่า “HCA” ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมันหลังจากการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มากจนเกินไป  นอกจากสาร Hydroxycitric Acid แล้ว ส้มแขกยังมีกรดอินทรีย์ ชนิดต่างๆรวมอยู่ด้วย อาทิเช่น เป็น กรดซิตริก (Citric Acid), กรดโดคีคาโนอิค (Dodecanoic Acid), กรดออคตาดีคาโนอิค (Octadecanoic acid) และกรดเพนตาดีคาโนอิค (Pentadecanoic acid) ช่วยให้ทานอาหารได้น้อยลง จึงทำให้หน้าท้องยุบได้ ในส่วนของตำรับยาพื้นบ้านนั้น ส้มแขก ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนส่วนใหญ่มักทานส้มแขกในรูปของแค๊ปซูลสกัด ซึ่งทานได้ง่ายกว่าและพกพาสะดวก ข้อควรระวังในการทานส้อมแขกคือ ควรทานในประมาณที่พอเหมาะ ถ้าเป็นในรูปค๊ปซูลสกัดไม่ควรทานเกินวันละ 300–600 มก.เท่านั้น หรือรับประทานตามที่ฉลากระบุเท่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงกับเราได้

ขมิ้นชัน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน






ขมิ้น มีชื่อเรียกที่แตกต่างออกตามแต่ท้องถิ่นนั้นๆจะเรียก เช่น คนเชียงใหม่เรียกว่า  ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ส่วนคนภาคใต้ก็จะเรียกว่า ขี้มิ้น หมิ้น นอกจากขมิ้นจะเป็นเครื่องเทศที่ให้กลิ่นหอมแล้วแล้วยังมีสรรพตามตำรับสมุนไพรอีกมาก

ลักษณะของขมิ้นนั้นคือ เป็นไม้ล้มลุก สูง 25-100 ซม. มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดินสามารถแตกกอได้ มีสีส้ม กลิ่นหอม ส่วนที่นำมาใช้ประโยนช์ คือ เหง้าแก่สด และแห้ง มีสรรพคุณเป็นได้ทั้งภายนอกและภายใน สามารถ แก้ท้องอืด แก้ท้องร่วง แก้โรคกระเพาะ ทาแก้ผื่นคัน โรคผิวหนัง พุพอง เป็นยารักษาชันนะตุและหนังศีรษะเป็นเม็ดผื่นคัน นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ที่รักสวยรักงานยังนิยมนำขมิ้นมาพอกตัวเพื่อให้ผิวดูเนียนนุ่มผุดผ่อง และที่สำคัญไปกว่านั้นสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดความอ้วน สะลายไขมัน โดยวิธีทางธรรมมาชาติ ขมิ้นเป็นสมุนไพรลดความอ้วน สมุนไพรลดหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถรับประทานขมิ้นเพื่อที่จะให้สารเคอร์คูมินที่อยู่ในขมิ้นนั้นช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน ด้วยที่ขมิ้นมีความเผ็ดร้อน จำให้สามารถเผาผลาญไขมันได้อีกด้วย หากท่านรับประทานขมิ้นชันในช่วงเวลา 5.00 – 7.00 น. ขมิ้นจะช่วยแก้ปัญหาลำไส้ เพราะขมิ้นจะไปปรับการทำงานของระบบขับถ่ายให้สมดุล ในปัจจุบันขมิ้นที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีทั้งขมิ้นสด ขมิ้นผง หรือแม้กระทั้งในรูปแบบแค๊ปซูล ดังนั้นผู้บริโภคควรศึกษข้อมูลและอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนนำมาใช้งาน รวมไปถึงข้อควรระวังต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในตัวผู้ใช้เอง

เครดิตภาพ : pantip.com

กานพลู สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น






  “กินเพื่อยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน”   ข้อความสั้นๆ ดังกล่าว อ่านจบแล้ว ฟังดูน่าคิด น่าทำตาม แต่เชื่อว่าไม่สามารถใช้ได้ผลกับใครหลายๆ คนได้  ใครจะอดใจได้เหมือนมีของกินหรืออาหารอร่อยๆอยู่ตรงหน้านะ นั้นคือเหตุผลที่จะทำให้เกิดอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น  หากเกิดอาการดังกล่าวแล้ว จะก่อเกิดปัญหากับสภาพจิตใจและสภาพร่างกายค่อนข้างมาก อาจจะส่งต่อประสิทธิภาพในการทำงานของคุณได้ แต่โรคทุกโรคมีวิธีการรักษา ท้องอืด ท้องเฟ้อและท้องขึ้นก็เช่นเดียว บทความนี่จะแนะนำสมุนไพร กานพลู ที่สามารถช่วยแก้อาการเหล่านี้ได้ มาดูกันเลยว่ามีลักษณะอย่างไงบ้าง

        กานพลู  ต้นจะสูงประมาณ 9-12 เมตร  บางต้นอาจจะสูงถึง 20 เมตรเลย หากสังเกตจากยอดจะมีลักษณะเหมือนกรวยคว่ำ กิ่งจะมีลักษณะแตกอ่อน  ลำต้นจะตั้งตรง เปียกของลำต้นจะเรียบ ใบจะเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะเหมือนหอกจะมีขนาดความกว้างประมาณ 8-11 เซนติเมตร ความยาว 32-37 เซนติเมตร ช่องดอกจะออกตรงปลายจะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร กานพลูจะอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆ พบมากที่เกาะโมลุกกะ สามารถนำไปปลูกที่เขตร้อนได้ ประเทศไทยมีบ้างแต่ไม่เป็นที่นิยมปลูก

  - สรรพคุณ สามารถใช้ได้ทั้ง เปลือกของต้น ใบ ดอกตูม ผล และใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยได้ สรรพคุณแต่ละส่วนจะแตกต่างกันออกไปดังนี้
    -  เปลือกต้น สามารถแก้ปวดท้องและสามารถควบคุมธาตุได้
          - ผล  ใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับประกอบอาหารต่างๆเพื่อทำให้กลิ่นหอม
       - ดอกตูม สกัดเอาน้ำมันออกมาจะสามารถใช้เป็นยา ช่วยขับลม แก้ปัญหาท้องอืด ท้องเพ้อ ปวดท้องได้
 

กระเพรา สมุนไพรแก้อาเจียน






  “ป้าๆกระเพราหมูสับ ไข่ดาวหนึ่ง” เชื่อว่าในหนึ่งวันน่าจะมีคนสั่งข้าวกระเพรามากกว่า 1000 จาน  เหตุผลเพราะอะไรก็ไม่แน่ใจ อาจเพราะว่า ง่าย  คนกินกันเยอะ คนไม่รู้จะกินอะไร กินตามเพื่อน ก็ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า กระเพราเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก  กระเพรา เป็นสมุนไพรที่มีความมหัศจรรย์มากซึ่งสามารถแก้อาการ แก้โรคได้หลายโรค ซึ่งมากกว่า 5 โรคเลยทีเดียว มาทำความรู้จักกับ กระเพรา กันได้เลย

  กระเพรามีหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น กระเพราขาว กระเพราแดง เป็นต้น จะเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร ยอดอ่อนจะมีลักษณะเป็นขนสีขาว ใบจะเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะจะเป็นรูปวงรี กว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 -2.5 เซนติเมตร ต้นถึงจะไม่สูงเหมือนต้นไม้ยืนต้น แต่จะมีความหนาและเหนียว

  ส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนของกระเพรา คือ ใบและยอด มีสรรพคุณดังต่อไปนี้  แก้อาการที่เกินจากการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ใช้แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องและแน่จุกเสียดได้ สามารถขับพยาธิที่อยู่ในร่างกายของคุณได้ ลดไข้ได้ สามารถเป็นยาอายุวัฒนะ  สกัดใช้เป็นยารักษาหูด กลากเกลื้อน เชื้อราได้ นอกจากจะสามารถใช้รับประทานเป็นยาได้แล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นๆ อีก เช่น ใช้ไล่แมลงวันทอง ไล่ยุ่งและฆ่ายุ่ง

  วิธีการนำกระเพราไปใช้ วิธีการที่ง่ายที่สุด  คือ นำไปประกอบอาหาร  แต่วิธีการนี้ไม่สามารถใช้ได้กับทุกโรคที่กล่าวมาได้ ยังมีวิธีอื่นๆอีก เช่น นำไปใบสดๆที่เด็ดจากต้นไปทาบริเวณท้องอ่อนเพื่อลดอาการท้องอืด ท้องฟ้อ